Skip to content

My WordPress Blog

นักกม.ฟันธงนศพ.ฆ่าตูบ ไม่รอดอ้างวิกลจริตไม่ได้

นักกม.ฟันธงนศพ.ฆ่าตูบ ไม่รอดอ้างวิกลจริตไม่ได้ ทนาย”รณณรงค์-รัชพล”ชี้หนุ่ม นศพ.ฆ่าน้องหมา อ้างวิกลจริตไม่ได้ เหตุมีการเตรียมแผนการไว้หมด หากยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ต้องรับผิดตามกม.อาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีหนุ่มนักศึกษาแพทย์ศิริราชนำยาลดความดัน และยาไม่ทราบชนิดป้อนให้ “น้องซีซ่า”สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เพศผู้อายุ 7เดือน น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม จนเป็นเหตุให้สุนัขตายระหว่างว่าจ้างบริษัทขนส่งพาสุนัขเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปส่งปลายทางที่ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา กระทั่งเป็นข่าวโด่งดัง ล่าสุดมีรายงานจากนักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ให้ข้อมูลว่า หนุ่มนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวมีปัญหาทางสภาพจิตใจทำให้กระทบกับการเรียน จึงเรียนไม่จบ ยังเรียนอยู่ชั้นปี 6  ทั้ง ๆเพื่อนรุ่นเดียวกันจบกันไปหมดแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 11 ก.ย.นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายคู่ใจ กล่าวกับ”เดลินิวส์ออนไลน์”ถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.65  ผู้ใดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้  อย่างไรก็ตามขึ้นในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาเองว่าผู้กระทำความผิดรู้ตัว รู้รับผิดชอบแค่ไหน

ทนายคู่ใจ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามกรณีนักศึกษาแพทย์ฆ่าสุนัข จะอ้างว่าวิกลจริตก็อ้างได้ แต่ยังมีส่วนต้องรับผิดชอบเนื่องจาก เป็นนักศึกษาแพทย์ ซึ่งคนที่เป็นนักศึกษาแพทย์ย่อมที่จะมีความเฉลียวฉลาด ส่วนศาลจะเชื่อหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีนักศึกษาปริญญาตรีอ้างเรือ่งวิกลจริต แต่ศาลไม่เชื่อแม้จะมีประวัติการรักษาก็ตาม

“สำหรับกรณีดังกล่าวต้องให้ทางจิตแพทย์เข้าไปประเมินว่ามีความรู้สึก รับผิดชอบแค่ไหนบ้าง เคสนี้จะอ้างว่าวิกลจริตคงไม่ได้ เพราะคุณมีการเตรียมแผนการไว้หมด พอจับได้คงไม่มีใครเชื่อ”นายรณณรงค์ กล่าว

ด้านนายรัชพล ศิริสาคร เจ้าของเพจสายตรงกฎหมาย ระบุว่า การจะอ้างว่าป่วยทางจิต ไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี ถ้าในขณะทำความผิด คุณไม่ได้ป่วยก็ต้องรับโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 733/2521 จำเลยอายุ 19 ปี เป็นโรคจิตเภท ลักรถยนต์ในเวลารู้ผิดชอบอยู่บ้าง ต้องรับโทษตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ 331/2513 จำเลยเป็นโรคบ้าเลือด มีอาการผิดปกติไปจากคนธรรมดา คุ้มดีคุ้มร้าย ซึ่งถือว่าเป็นโรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือนบางขณะ ไม่มีความรู้สึกผิดชอบเยี่ยงบุคคลธรรมดา แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์


Comments are Closed on this Post